ยังไม่มีโอกาสได้ดูหนังไทยที่ฮอทที่สุดกับเขาหรอกครับ ซึ่งตอนนี้สื่อภาพยนตร์โดยตรง(และอ้อม) หลายๆ สื่อ ช่วยกันผลักดันสร้างกระแสให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พรบ.ภาพยนตร์ ที่แสนล้าหลังของเรากันมากมาย อันเป็นผลมาจากการสั่งตัด 4 ฉากในหนังเรื่องล่าสุดของคุณเจ้ย อภิชาติพงษ์ เรื่องแสงศตวรรษ โดยกองเซ็นเซอร์ ตรงนี้ถือเป็นการพยายามจุดประกายครั้งสำคัญอีกครั้ง หลังจากเคยพยายามทำกันมาตลอดสิบกว่าปี แต่ไม่เกิดผลสักที คราวนี้ก็เหมือนกัน ยังไม่รู้ว่าภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตอบรับแค่ไหน จะปล่อยให้กระแสเลือนหายไปเหมือนที่ผ่านมาอีกไหม ยังไม่รู้ แต่งานนี้ถือว่ามีผู้สร้างผู้กำกับและนักวิจารณ์รวมถึงคนดูหนังคุณภาพ ออกมาแสดงจุดยืนกันมากที่สุด.....แต่ สังเกตไหมว่ามีแต่คนทำหนังคุณภาพ ที่เราๆ คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้วเท่านั้น ผู้สร้างหนัง เจ้าของโรงหนัง ผู้กำกับเจ้าของค่ายรายอื่นๆ อีกมากมาย แม้แต่สมาพันธ์ภาพยนตร์ ไม่เห็นโดดออกมาช่วยกันเลย เพราะอะไร

ดูเหมือนการต่อสู้ครั้งนี้ มีเพียงคนดูที่รักหนังจริงๆ นักวิจารณ์ และคนทำหนังดีๆ กลุ่มหนึ่งเท่านั้น แม้จะดูมากกว่าที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่น่าจะพอ ทำให้เกิดการเขย่าและเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับระบบเซ็นเซอร์หนังบ้านเรา แค่นี้ก็พอเห็นแล้วนะครับว่า ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งในวงการหนังที่เป็นส่วนใหญ่ เฉยชาและไม่จริงใจ ซึ่งเป็นของปกติในประเทศเรา อย่างเจ้าของโรงไม่รู้จะแฮปปี้ไหมถ้ามีการแยกคนดูตามเรท แถมตอนนี้ประเด็นที่บางคนในกลุ่มแกนนำประท้วง อยากให้แก้กฏหมายที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญด้วย ยิ่งเป็นเรื่องยากเพราะตอนนี้ปัญหาอื่นๆ ก็หนักและรุมเร้ากว่าเรื่องหนังเยอะไปหมดแล้ว สสร.หรือสนช. คงไม่อยากมาเล่นเรื่องนี้ตอนนี้ให้ปวดหัวเป็นแน่ ลึกๆ ก็อยากให้ชนะหรอกครับ และก็อยากให้มีปรากฏการณ์สำคัญในวงการหนังสักที แสงศตวรรษนี่น่าจะใช่ที่สุด เพราะเกิดจากโครงการเล็กๆ ที่ทำหนังแบบไม่ผ่านค่ายหนัง กะฉายแคบๆ นำร่องสร้างเวทีให้คนทำหนังอิสระต่างๆ แต่ดันเจอระบบที่งี่เง่าเป็นกำแพงขวาง ถ้าทะลายได้นี่สุดยอดเลย แต่ใจหนึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเปลี่ยนระบบเป็นแบ่งเรท จะดีขึ้นหรือสร้างปัญหาหนักขึ้นก็ไม่รู้

เพราะถึงจะใช้เรทติ้ง แต่มันก็ดูจะมีปัญหามากมายไม่น้อย ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานของเรทต่างๆ การบังคับใช้ โรงหนังจะดูแลและแบ่งแยกคนดูได้หรือ และจริงใจที่จะทำไหม แล้วยังเรื่องของบทลงโทษอีก ต้องมีโทษแค่ไหนถึงจะทำให้ระบบทำงานอย่างได้ผล ความจริงใจของผู้สร้างหนังไทยเองก็เป็นสิ่งที่น่าหวั่น เพราะผมเชื่อว่าพอมีระบบเรทติ้ง ก็อาจจะมีพวกฉวยโอกาสหาช่องว่างมาสร้างหนังที่เคยสร้างไม่ได้ หนังที่ขายฉากโป๊ ความรุนแรง เนื้อหาที่หมิ่นเหม่มากๆ คำหยาบที่หนักกว่าที่เป็นอยู่ โดยถึงจะได้เรทที่จำกัดอายุเยาวชน แต่การควบคุมจะทำได้หรือ การแยกแยะถูกผิด จิตสำนึกของคนไทยเรา สามารถวางใจได้หรือ ไม่ใช่มองโลกแง่ร้ายหรอกครับ แต่มีตัวอย่างให้เห็นอยู่รอบตัวทุกวันๆ ว่ามีอะไรที่งี่เง่าๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาในประเทศนี้ ปัญหารถเมล์ก็เห็นอยู่ การไม่นึกถึงสิทธิคนอื่น การละเมิดกฏหมายกฏจราจรอยู่เป็นนิจ การปล่อยวางกับสิ่งที่ผิด การไม่ใส่ใจในสวัสดิภาพของตัวเอง ของคนอื่นหรือเด็กๆ ผมไม่รู้ว่าถ้าเกิดจัดเรทแล้วคุมกันไม่ได้ มันจะยิ่งหนักกว่านี้ไหม อย่างที่อเมริกา ผมเคยดูหนังที่ได้เรท NC-17 แล้วเห็นแม่ที่เป็นแหม่มพาเด็กเล็กๆ มาดูด้วย แกคงไม่มีใครช่วยดูแลลูกและอยากดูหนังมาก แม้แต่หนัง R ที่รุนแรงมาก ก็ยังเห็นเด็กๆ ไม่ถึง 10 ขวบเข้ามาดูกับผู้ใหญ่ แล้วเมืองไทยล่ะ!! ยิ่งโรงมัลติเพล็กซ์ยุคนี้ ใครเดินเข้าโรงไหนจะรู้ได้อย่างไร

ผมหวังเพียงการออกมาเคลื่อนไหวกันครั้งนี้ จะทำให้ระบบราชการมองภาพยนตร์ในมุมมองที่เป็นศิลปะมากขึ้น และมีการร่วมมือกันอย่างจริงๆ จังๆ เสียที ทั้งคนสร้างและกรรมการเซ็นเซอร์ เห็นตั้งท่ามานานเป็นสิบปีแล้ว อาจจะยังคงมีระบบเซ็นเซอร์ไว้แต่เปลี่ยนหลักเกณฑ์การตั้งคณะกรรมการและระบบคิด วางกรอบใหม่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย พร้อมๆ กับการทดลองระบบเรทติ้งไปด้วย แต่เน้นที่เยาวชนเป็นหลัก ไม่ต้องแบ่งหลายระดับเกินไป ไม่ต้องมีประเภทผู้ใหญ่ควรแนะนำหรอก เพราะไม่ค่อยมีใครดูไปแนะนำไปอยู่แล้ว แถมพอดูเสร็จก็ลืมแล้วว่าฉากไหนหว่าที่ควรแนะนำ

ส่วนแสงศตวรรษ อยากให้คุณเจ้ย ปล่อยให้คนอื่นๆ เขาต่อสู้หรือเรียกร้องกันไปก่อน แล้วมุ่งมั่นออกไปสร้างชื่อต่างแดน ไม่ต้องสนมันแล้วประเทศนี้ ไปดังให้ก้องโลกเลยครับ ดูสิว่าต่อไปจะได้กลับมาฉายไหม ผมเชื่อว่าคนไทยที่อยากดู ต้องมีหนทางหามาดูกันได้เองครับ ช่างเซ็นเซอร์มันเถอะ ไปคว้ารางวัลมาให้เยอะๆ สร้างหนังที่ดีขึ้นๆ ผู้กำกับจากประเทศที่เขาปิดมากกว่าเรายังดิ้นรนออกไปดังข้างนอกเลย อย่างอิหร่าน ผู้กำกับจีนยุคหนึ่งก็สร้างหนังที่ประเทศจีนไม่ได้ฉาย สมัยหนึ่งคนไทยยังเคยต้องบินไปดูหนังที่สิงคโปร์เลยครับ อย่าง 2001, Star wars, หรือ Somewhere in time (สมัยที่ค่ายหนังเทศแบนประเทศไทย) ตอนนั้นใครมีตังค์ก็ไปดูสิงคโปร์บ้าง ฮ่องกงบ้าง ต่อไปอาจมีคนจัดทัวร์ไปดูหนังคุณเจ้ยที่เมืองนอกบ้าง เท่ห์ดีออก (แต่ต้องไม่แพงนะ แบบยุให้ลาวหรือเขมร เอาไปฉาย แล้วเราแค่ข้ามฝั่งไปดูก็พอ) rsmile.gif


Blog EntryPopcorn พันล้านApr 5, '07 2:10 AM
for everyone

การตลาดยุคใหม่ที่ผนวกทุนกับสินค้า และภาพลักษณ์ ทำให้เกิดร้านขายสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟสตาร์บั้คส์ ที่สร้างกระแสและเปลี่ยนวิถีการดื่มกาแฟของคนทั่วโลกรวมถึงไทย จนเกิดร้านกาแฟสดกระจายไปทั่ว หรือร้านขนมปังอบ Rottiboy ที่เคยสร้างปรากฎการณ์พิเศษในบ้านเรามาแล้ว ด้วยภาพการต่อคิวเป็นแถวยาวเหยียดของผู้คนเพื่อรอซื้อขนมปังชนิดนี้ ก่อนที่ความนิยมจะหดฮวบอย่างรวดเร็ว ภายหลังการมีคำเตือนเรื่องสุขภาพ และการเข้ามาของคู่แข่งมากหน้าหลายตาในเวลาต่อมา ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะได้เห็นเทรนด์ใหม่ของร้านป๊อปคอร์นหลากรส แบบทำใหม่สดๆ ตามความต้องการ ผุดเกลื่อนกรุง ถ้าหากร้าน Dale & Thomas Popcorn เจ้าตำรับป๊อปคอร์นจากนิวเจอร์ซี่ที่ว่า เกิดประสบความสำเร็จโด่งดังขึ้นมาได้จริงๆ

                Dale & Thomas Popcorn เป็นร้านป๊อปคอร์นรูปแบบใหม่ที่มีต้นกำเนิดมาได้ไม่นาน ย้อนหลังกลับไปเมื่อราว 5 ปีก่อนนี้ มีนักธุรกิจจากนิวยอร์ค 2 คน คือ Warren Struhl และ Richard Demb ที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมนาย Dale Humphrey นายกเทศมนตรีของเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในรัฐอินเดียน่าที่ชื่อว่า Popcorn เมืองที่มีประชากรอยู่เพียง 50 คนในเวลานั้น นาย Dale ได้พร่ำพรรณาถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่นั่น ที่หายใจเข้าออกเป็นข้าวโพดกันทั้งเมือง จนทำให้ทั้งสองเกิดแรงบันดาลใจในการขายป๊อปคอร์นออนไลน์ และเปิดร้านเล็กๆ ในแถบแมนฮัตตันของนิวยอร์ค ขึ้นในชื่อ Popcorn, Indiana โดยใช้วัตถุดิบข้าวโพดที่มาจากเมือง Popcorn นั่นเอง ร้านแห่งนี้สามารถทำยอดขายในปีแรกได้ 1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแม้จะไม่มากมายอะไรนัก(แต่ก็ไม่น้อยเลย) แต่ทั้ง Struhl และ Demb ต่างก็มีความฝันที่ใหญ่โตว่า ร้านนี้จะประสบความสำเร็จได้ในอนาคต

 

                แล้วสิ่งที่ทั้งคู่วาดหวังไว้ก็ดูจะกลายเป็นจริงขึ้นมาอย่างฉับพลัน เมื่อวันหนึ่งของปี 2003 ป๊อปคอร์นของพวกเขา เกิดไปสะดุดลิ้นและอารมณ์ของนาย Isiah Thomas หัวหน้าโค๊ชของทีมบาส New York Knicks ใน NBA เข้าจังเบ้อ ขณะที่เขากำลังเดินทางไปที่สนามเดิสันสแควร์การ์เด้น และได้แวะซื้อข้าวโพคคั่วจากร้าน Popcorn, Indiana แห่งนี้ วินาทีที่รสชาดของข้าวโพดคั่วแตะถูกลิ้น ห้วงอารมณ์และความรู้สึกของนาย Thomas ก็ถูกกระชากย้อนกลับไปในช่วงชีวิตของวัยยาว์ กับรสชาดที่คุ้นลิ้นและนำอารมณ์อันเบิกบานกลับสู่เขาอีกครั้ง มันคือ ประสบการณ์ความสุขของการแบ่งปันข้าวโพดคั่วใหม่สดในชามให้กับผู้คนรอบข้างนั่นเอง คุณโธมัสเกิดปิ๊งไอเดียที่จะนำป๊อปคอร์นแบบนี้ ไปให้ชาวอเมริกันทั้งประเทศได้ชิมกัน เลยคิดจะเข้าร่วมธุรกิจกับ Struhl และ Demb โดยได้เปลี่ยนชื่อร้านเสียใหม่จาก Popcorn, Indiana มาเป็น Dale & Thomas Popcorn ตามชื่อของเขาและนาย Dale นายกเทศมนตรีเมืองต้นตำรับ เพื่อให้เรียกง่ายและติดหูคน

 

                ในตอนนั้นรายได้หลักของร้าน มาจากการขายข้าวโพดกระป๋องออนไลน์ ซึ่งโธมัสเชื่อว่า เราไม่สามารถแชร์ป๊อปคอร์นในชามกับลูกๆ ออนไลน์ได้ แบบว่าไม่ได้อารมณ์ในการกินนั่นเอง โดยนาย Demb กล่าวว่า ป๊อปคอร์นเป็นสิ่งที่คนแบ่งปันกัน เป็นอาหารว่างที่มีการส่งต่อทางอารมณ์จริงๆ ถึงกัน และจากเงินลงทุนของโธมัส ทำให้สามารถขยายร้านออกไปได้ 12 ร้านในเวลา 3 ปี โดยการตกแต่งในแบบบ้านสไตล์มิดเวสเทิร์น โดยมีการวางถังไม้บรรจุป๊อปคอร์นให้ชิมหน้าร้าน และมีหม้อคั่วตั้งอยู่ด้านหลัง ให้คนที่ผ่านไปมา รู้สึกได้ว่าข้าวโพดทุกเม็ดผ่านการคั่วให้กินแบบสดๆ ถึงเวลานี้ ร้าน Dale & Thomas ก็เริ่มเป็นที่รู้จักและเริ่มทำกำไร จนกระทั่งกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เงินลงทุนมหาศาลก็เข้ามาอย่างไม่คาดฝัน เมื่อวาณิชธนาคารระดับโลกอย่าง Goldman Sachs ประกาศสนับสนุนทางการเงินแก่ Dale & Thomas แบบไม่เปิดเผยตัวเลข เพื่อให้บริษัทสามารถขยายร้านให้ได้ถึง 400 สาขา ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า

                 

สิ่งที่ทำให้บริษัทในวอลล์สตรีทสนใจในตัว Dale & Thomas ก็คือ พวกเขาพยายามจะสร้างมูลค่า แบบเดียวกับร้านกาแฟ Starbucks และร้านไอศรีม Cold Stone Creamery ที่เปลี่ยนโฉมจากร้านท้องถิ่นมาเป็นแบรนด์ ระดับโลก Goldman Sachs มองหาโอกาสแบบนั้นที่จะทำให้ ป๊อปคอร์นธรรมดา กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยม ที่ผ่านมา Dale & Thomas มีป๊อปคอร์นให้เลือกสั่งมากมายอาทิ Hall of Fame Kettle Corn, Chocolate Chunk N'Caramel, Twice-As-Nice Chocolate DrizzleCorn, Peanut Butter & White Chocolate DrizzleCorn, Dale's Caramel, Toffee Crunch DrizzleCorn, Sweet Georgia Pecan, Southwest Cheddar Chipolte, Sweet and Spicy BBQ และ Cinnamon Crème DrizzleCorn รวมถึงรสชาดแปลกๆ ที่ลูกค้าสั่งได้ตามต้องการอีกร่วม 100 แบบ

 

โดยราคาปกติของป๊อปคอร์น 1 ชาม (Bowl) อยู่ที่ 6 ดอลลาร์ ก็ต้องถือว่าสูงเอาการทีเดียว ซึ่งนอกจากขายเป็นชาม ก็ยังมีแบบกระป๋องที่ออกแบบได้สวยงามอีกด้วย และผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหลังรสชาดเหล่านี้ก็คือเชฟป๊อปคอร์นคนแรก นั่นคือ Chef Ed ซึ่งทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และเป็นหน้าเป็นตาให้กับบริษัทฯ โดยเชฟเอ็ดจะเป็นคนที่คอยออกหน้าตามสื่อสาธารณะและตามทีวี เพื่อให้คนได้รู้จักป๊อปคอร์นของบริษัทฯ

                อย่างไรก็ตาม ถึงแม้แนวคิดในการทำร้านป๊อปคอร์นจะดูน่าสนใจ แต่ก็มีคนให้ความเห็นน่าฟังไว้เหมือนกันว่า ป๊อปคอร์นนั้น เป็นอาหารว่างประจำของคนอเมริกันอยู่แล้ว ซึ่งก็มักจะกินกันที่บ้านหน้าทีวี หรือในโรงหนัง ไม่น่าจะเหมาะกับการนั่งกินในร้าน ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายอย่างหนึ่ง เป็นโจทย์ที่ผู้บริหารของ Dale & Thomas Popcorn ต้องหาคำตอบในการสร้างสรรค์รสชาดให้แปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งทำให้ราคามันถูกลงด้วย เพื่อที่จะสามารถกระจายออกไปตลาดต่างประเทศ และผงาดเป็นอีกแบรนด์สำคัญของโลกได้อย่างที่ฝันไว้ ซึ่งแม้แต่ CEO ของบริษัทอย่าง Struhl ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งมากับมือก็อดยอมรับไม่ได้ถึงการขยายร้านค้ามากแบบนี้ว่า เมื่อคุณขยายเร็วขนาดนี้ คุณก็ต้องพบกับข้อผิดพลาด ซึ่งนอกจากการเติบโตไปทั่วประเทศแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือการลักษณะบรรยากาศและจิตวิญญาณของร้าน ที่เหมือนกับร้านในเมืองเล็กๆ แบบที่เป็นมาตั้งแต่เริ่มต้นนั่นเอง ส่วนเมื่อไหร่เราจะได้ลิ้มลองรสชาดแปลกๆ ของป๊อปคอร์นเจ้านี้นั้น ก็คงต้องรอให้แบรนด์ปักหลักแข็งแรงในบ้านตัวเองเสียก่อนนะครับ หรือถ้าใครอดใจรอไม่ไหวก็ลองเข้าไปชมสินค้าป๊อปคอร์นน่ากินๆ มากหน้าหลายตาในเว็บไซท์ของบริษัทได้ที่  www.daleandthomaspopcorn.com ซึ่งสามารถสั่งซื้อแบบออนไลน์ก็ได้นะครับ ลองแล้วอร่อยไม่อร่อยอย่างไรก็บอกกันบ้างนะครับ

* บทความนี้นำข้อมูลมาจาก Time magazine โดย Alek


ประเดิมบล็อกใหม่ ในบรรยากาศตรุษจีนพอดิบพอดี นี่ก็เข้ามาตามคำชักชวนของหนูแนน ตั้งท่ามาหลายเพลาเพราะงานยุ่งเสียเหลือเกิน เลยเพิ่งมาได้ฤกษ์ในวันตรุษจีนวันนี้เอง ช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงยุ่งๆ ที่สุดที่เคยเจอช่วงหนึ่ง รู้สึกชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ ลูกก็โตขึ้น งานก็ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เวลาดูหนังก็น้อยลงๆ เสียเหลือเกิน ก็ตั้งใจว่าตรุษจีนจะหาเวลาดูหนังมากขึ้น แต่เหลือบดูโปรแกรมหนังแล้ว ไม่แน่ใจว่าจะได้ดูเกินกว่า 2 เรื่องหรือเปล่าสิ โปรแกรมมันช่างน่าเย้ายวน(ให้อยู่บ้าน)อะไรขนาดนี้ เฮ้อ! แต่คงจะไปดูนเรศวรภาค 2 แน่ๆ เพราะดูภาคแรกไปแล้วนี่ ส่วน Volver ก็คงไปดูเพราะเป็นขาประจำอัลโดโมวา อยู่แล้ว เรื่องอื่นๆ นี่สิน่าคิด Golden Flower แรกๆ ก็อยากดูพอเข้าจริงก็เฉยๆ ซะแล้ว Adrift ดูตัวอย่างก็พอเดาเรื่องได้หมดแล้ว เห็นทีต้องกลับไปหยิบแผ่นที่กองอยู่มากมายมาดูให้สบายใจจะดีกว่า คิดถึงสมัยก่อนตรุษจีนแต่ละปี จะได้ดูหนังไม่ต่ำกว่า 3 เรื่องแทบทุกปี ตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว โปรแกรมตรุษจีนค่ายหนังจะเน้นพิเศษมาก แต่ปีนี้ดูเฉาเอาการ คงเป็นอาการที่สะท้อนถึง Mood ของสังคมไทยได้ละมั้ง

ปีหมูทองปีนี้ เห็นทีจะไม่หมูจริงๆ ดังคำทำนายมากมายที่พรั่งพรูออกมาให้เรานอนไม่ค่อยหลับ ตั้งเค้ามาตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง ที่ยังมองเห็นแสงสว่างได้ริบหรี่เหลือเกิน คนไทยยังแบ่งฝ่ายไม่ปรองดอง ภาคใต้ก็ป่วนหนัก ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มเขม็งเกลียวขึ้นทุกที จนเห็นแววสงครามระลอกใหม่รำไรๆ แถมด้วยภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นๆ จนคิดว่าต่อไปนี้ มนุษย์คงอยู่ด้วยความยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ งบประมาณแผ่นดินต้องเจียดมาบำรุงรักษา และดูแลสภาพแวดล้อม รวมถึงการฟื้นฟูบ้านเรือนที่ต้องประสบภัยธรรมชาติมากขึ้นทุกปี สงสัยต่อไปงบประมาณเกือบครึ่งคงต้องใช้เพื่อสิ่งแวดล้อมและช่วยเหลือผู้คน คงจะเอาไปพัฒนาอะไรกันได้น้อยลงแล้วแหละ และจะเป็นแบบนี้กันทั้งโลก เพราะฉะนั้นดูแล้วเศรษฐกิจโลกคงจะไม่น่าเฟื่องฟูไปอีกนาน จนกว่าเราจะปรับตัวได้หรือปรับปรุงธรรมชาติให้เข้าสมดุลได้ ซึ่งก็ไม่รู้จะใช้เวลานานแค่ไหน

แต่ถึงยังไง คำพยากรณ์จะน่าตกอกตกใจแค่ไหน มนุษย์ก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป Life goes on มีเพื่อนอยู่คนไปอ่านคำพยากรณ์ที่ froward กันมา(ผมก็ได้อ่าน) ก็เกิดกลัวไปเสียหมด มาเล่าให้ฟังว่าแบงก์จะล้มจริงไหม หุ้นจะพังอีกป่าว จะมีแผ่นดินไหว มีระเบิด มีปฎิวัติซ้อนอีก ต้องถอนเงินมาเก็บดีไหม ผมก็เลยต้องบอกไปว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แต่อย่าไปหลงงมงาย สิ่งที่เตือนที่บอกไว้ก็ดี ชีวิตไม่ควรประมาทอยู่แล้ว ไม่ว่าจะยามไหนๆ ตอนเศรษฐกิจขึ้นหรือลงก็ไม่ต่างกัน แบงก์ไม่ได้ล้มกันง่ายๆ แต่ถ้าคนมาเชื่อคำทำนายและกลัวแล้วพากันไปถอนเงินกันนี่สิ แบงก์ล้มแน่ๆ หุ้นพังแน่ๆ ถ้าจะขายออกกันหมด ธุรกิจมันก็มีขึ้นมีลงทุกอย่าง เพราะฉะนั้นจะมัวไปกลัวกันทำไม ยิ่งกลัวก็ยิ่งแย่ แค่ทำอะไรให้เต็มที่ เตรียมตัวให้พร้อมอย่าประมาท และทำอะไรอย่างรอบคอบพอเพียงไม่เกินตัวก็พอ เราทำกันได้แค่นี้ ชีวิตมนุษย์ไม่มีอะไรง่ายอยู่แล้ว ปัญหาและอุปสรรคมันทำให้เราได้ใช้ความคิด และสร้างความเข้มแข็งให้เราต่างหาก ตรุษจีนปีนี้ก็ขอให้ทุกคน เฮง เฮง ในทุกเรื่องก็แล้วกัน อ้อ ได้ไปทำบุญที่วัดพระบาทสระบุรีมา ตามธรรมเนียมปฎิบัติคนงี้แน่นขนัดเลย ก็แบ่งบุญกันด้วยนะครับ


© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help