Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH

มาแนะนำร้านอาหารริมแม่น้ำสวยๆ อาหารอร่อยๆ สไตล์ฝรั่งเศส+ไทย ที่แสนโรแมนติคแถวท่าเตียนร้านหนึ่งให้รู้จักครับ ชื่อร้าน The Deck ร้านนี้เหมาะมากสำหรับคู่รัก ที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ มากินดินเนอร์หรูๆ รับบรรยากาศริมแม่น้ำยามพระอาทิตย์ตก กับชมวิววัดอรุณยามค่ำคืน ซึ่งร้านนี้น่าจะเป็นร้านที่มุมดีที่สุด แถมอาหารก็อร่อยไม่แพ้วิว

 

 

 

 

ร้านนี้เป็นส่วนห้องอาหารของโรงแรมเล็กๆ แนวบูธีคโฮเทลที่ชื่อ Arun Residence แถวท่าเตียน โรงแรมจะอยู่สุดซอย ซึ่งซอยก็หาง่ายเพราะอยู่ตรงข้ามกับถนนเชตุพน หรือซอยหลังวัดโพธิ์พอดิบพอดี จอดรถในซอยหลังวัดนี้แล้วเดินข้ามถนนมาได้เลย ยิ่งช่วงเย็นๆ ยิ่งสะดวกเพราะรถจะน้อย ตัวซอยสังเกตได้ไม่ยาก เพราะพื้นถนนจะสวยผิดจากซอยอื่นๆ แถวนั้น (ดูจากภาพ)

ร้านนี้เป็นอาหารในสไตล์ฝรั่งเศส ผสมไทยนิดๆ เมนูที่ไปชิมมา ก็อยากแนะนำครับ จากภาพด้านบน เป็นเนื้อแกะพริกไทดำครับ อร่อยมาก

 

ส่วน Apitizer ก็เป็นสลัดอกเป็ดกับซ็อสส้ม

แล้วก็มี เสต็กแซลมอน อีกสักจาน

 

 

 

แนะนำของหวานด้วยครับ ไม่มีภาพแต่อร่อยมาก..ขอบอก เป็นเครปฝรั่งเศส

ส่วนนี้เป็นวิวชั้นบนสุด เป็นส่วนของเล้าจ์ บริการเฉพาะเครื่องดื่ม ต้องกินข้างล่างก่อน

 

นี่เป็นวิวริมน้ำ จากชั้นบนสุด งามมาก  ยิ่งกลางคืนนี่ยิ่งสวยครับ โรแมนติคสุดๆ  ดูเฉพาะวิวนะครับ คนไม่ต้องสนใจ


คราวนี้พามาแนะนำ ร้านกาแฟชื่อ Vivi เป็นร้านกาแฟริมแม่น้ำเจ้าพระยา แถวท่าเตียน ที่มีบรรยากาศเยี่ยมยอด โดยเฉพาะถ้ามาช่วงเย็นๆ อากาศไม่ร้อน

 

ร้านนี้อยู่ในซอยเยื้องๆ กับถนนเชตุพน หรือซอยหลังวัดโพธิ์ (ซึ่งถ้าเอารถมาเองก็แนะนำให้จอดในซอยนี้ เพราะกลางวันจะมีคนช่วยดูแลเก็บเงินนิดหน่อย แต่ไม่ต้องกลัวตำรวจมาล็อคล้อ) ให้สังเกตซอยที่มีธนาคารอยู่ด้านหน้า (ไทยธนาคารเดิม ที่ตอนนี้เปลี่ยนใหม่เป็นชื่ออะไรก็จำไม่ได้) ร้านอยู่ในสุดริมน้ำเลย

 

 

ร้านวีวี่ นอกจากกาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆ แล้ว ก็ยังมีเค้กน่ากินๆ กับไอศครีมของ eteให้เลือกชิมด้วย ซึ่งชิมแล้วก็อร่อยๆ ทั้งเค้กและไอศครีม ส่วนกาแฟสด ส่วนตัวไม่ค่อยชอบครับ เพราะออกแนวแรงเกินเหตุ ไม่ค่อยกลมกล่อมเท่าไหร่ 

 

ตอนไปเป็นช่วงบ่าย 2 แล้ว อากาศก็เลยอ้าวๆ สักหน่อย แถมแดดก็เข้าทางด้านฝั่งริมแม่น้ำเสียอีก เลยต้องถอยร่นก็แถวระเบียงด้านข้างแทน ซึ่งก็ร่มที่สุดแล้ว ด้านในยังมีห้องแอร์ด้วย แต่คนแน่นสักนิด

 

 

 

 

 

 

 

ร้านนี้จุดเด่นที่สุด ก็คือวิวริมน้ำนี่แหละ เห็นองค์พระปรางค์วัดอรุณชัดๆ ถ้ามาช่วงเย็นน่าจะโรแมนติคมาก มานั่งจิบกาแฟดูพระอาทิตย์ตกน้ำ ใครอยากสัมผัสบรรยากาศร้านกาแฟสวยๆ วิวดีๆ ไม่ควรพลาดนะครับ

 


Blog EntryApr 20, '09 4:23 AM
for everyone

ตั้งใจว่าจะมาแนะนำร้านกาแฟน่ารักๆ ให้คอกาแฟได้เก็บเป็นฐานข้อมูลกันหน่อย

 

      เริ่มจากร้านนี้ก่อนเลยแล้วกัน เพราะไปมาล่าสุดช่วงสงกรานต์นี่เอง ถ้าใครอยู่แถวรังสิตคลองห้าคลองหก น่าจะรู้จักกันดี อยู่ตรงตลาดต้นไม้ธัญญบุรี ร้าน A Cup of Trees สำหรับคนไม่เคยมา จากคลอง 5 (พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์) ตรงมาเรื่อยๆ จนเจอห้าง Big C ก็เตรียมชิดซ้าย พอผ่านร้านข้าวมันไก่ จะเห็นป้ายตลาดต้นไม้ธัญญบุรี ให้เลี้ยวเข้าไปจอดเลย แล้วเดินออกมาด้านหน้าถนน ร้านจะอยู่ด้านนอกตรงทางเข้าตลาดต้นไม้ (จะเห็นป้ายบอกตามเสาไฟฟ้า)

ร้านเป็นบ้านไม้กระจกชั้นเดียว ด้านในเป็นห้องแอร์ครับ แต่ด้านหลังร้านทำเป็นสวนเล็กๆ เดินทะลุไปนั่งเล่น เดินเล่นกันได้

เวลาเปิดทำการก็ อังคาร-อาทิตย์ เก้าโมงถึง 6 โมงเย็น

ด้านในจัดด้วยเครื่องเฟอร์นิเจอร์ไม้ บางส่วนก็ใหม่ บางส่วนก็จะเก่า แต่พวกหมอนอิงใหม่นะครับ ตู้โชว์ก็เป็นไม้เก่า ของประดับร้านก็เอาพวกเครื่องใช้ กับของเล่น เก่าๆ ประมาณ 20-30 ปีก่อนมาใช้ อย่าง พัดลม เครื่องพิมพ์ดีดเก่า

ที่นั่งสบายมากครับ ไปนั่งอยู่ 2 ชั่วโมงกว่า เกือบหลับ

ส่วนเมนูเครื่องดื่มในร้าน ก็มีทั้งกาแฟสดทั่วไป แล้วก็กาแฟสูตรพิเศษอีกนิดหน่อย แล้วก็ชารสต่างๆ กับเครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมโซดา ก็อร่อยดีครับ กาแฟถือว่าพอใช้ได้

เค้กเป็นแบบโฮมเมดก็มีให้เลือกอยู่ 5-6 อย่าง ที่เลือกมาชิมก็เป็นช็อกหน้านิ่ม กับบลูเบอรี่พาย ที่ชิ้นใหญ่มาก ราคาก็ถือว่าไม่แพงนักครับ ชิ้นนึง 70-80 บาท กาแฟก็ 50-60 บาท นอกจากนี้ก็ยังมีพวกแซนด์วิช กับอาหารรายวัน รู้สึกที่ร้านจะทำวันละอย่าง วันที่ไปจะเป็นสปาเก็ตตี้อะไรสักอย่าง

มาดูบรรยากาศของร้านกันดีกว่านะครับ

 

 

อย่างที่บอกไว้ ด้านหลังร้านเป็นสวนครับ บังเอิญวันที่ไปฝนตก ก็เลยไม่ได้ออกไปนั่งด้านนอก แต่ถึงไม่ตกก็คงไม่ออกไปละครับ หน้าร้อนอย่างนี้ เดี๋ยวตับแตก ข้างนอกก็มีที่นั่งเล่น แบบถ้าอากาศดีๆ ออกไปสั่งชานั่งจิบคงได้อารมณ์ไม่น้อย

ใครไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่รังสิต หรือแวะไปแถวนั้นก็ลองโฉบไปชิม หรืออยากเปลี่ยนบรรยากาศไปกินกาแฟแกล้มบรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้ ก็ได้นะครับ เบอร์ร้านครับ   08 1854 9989 ร้านมีเว็บไซท์น่ารักๆ ด้วยครับ นี่เลย http://www.acupoftrees.com/

แถมภาพบรรยากาศตลาดต้นไม้ด้วย ใครจะเดินซื้อต้นไม้ต่อก็มีให้เลือกเยอะแยะครับ


ยังไม่มีโอกาสได้ดูหนังไทยที่ฮอทที่สุดกับเขาหรอกครับ ซึ่งตอนนี้สื่อภาพยนตร์โดยตรง(และอ้อม) หลายๆ สื่อ ช่วยกันผลักดันสร้างกระแสให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พรบ.ภาพยนตร์ ที่แสนล้าหลังของเรากันมากมาย อันเป็นผลมาจากการสั่งตัด 4 ฉากในหนังเรื่องล่าสุดของคุณเจ้ย อภิชาติพงษ์ เรื่องแสงศตวรรษ โดยกองเซ็นเซอร์ ตรงนี้ถือเป็นการพยายามจุดประกายครั้งสำคัญอีกครั้ง หลังจากเคยพยายามทำกันมาตลอดสิบกว่าปี แต่ไม่เกิดผลสักที คราวนี้ก็เหมือนกัน ยังไม่รู้ว่าภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตอบรับแค่ไหน จะปล่อยให้กระแสเลือนหายไปเหมือนที่ผ่านมาอีกไหม ยังไม่รู้ แต่งานนี้ถือว่ามีผู้สร้างผู้กำกับและนักวิจารณ์รวมถึงคนดูหนังคุณภาพ ออกมาแสดงจุดยืนกันมากที่สุด.....แต่ สังเกตไหมว่ามีแต่คนทำหนังคุณภาพ ที่เราๆ คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้วเท่านั้น ผู้สร้างหนัง เจ้าของโรงหนัง ผู้กำกับเจ้าของค่ายรายอื่นๆ อีกมากมาย แม้แต่สมาพันธ์ภาพยนตร์ ไม่เห็นโดดออกมาช่วยกันเลย เพราะอะไร

ดูเหมือนการต่อสู้ครั้งนี้ มีเพียงคนดูที่รักหนังจริงๆ นักวิจารณ์ และคนทำหนังดีๆ กลุ่มหนึ่งเท่านั้น แม้จะดูมากกว่าที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่น่าจะพอ ทำให้เกิดการเขย่าและเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับระบบเซ็นเซอร์หนังบ้านเรา แค่นี้ก็พอเห็นแล้วนะครับว่า ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งในวงการหนังที่เป็นส่วนใหญ่ เฉยชาและไม่จริงใจ ซึ่งเป็นของปกติในประเทศเรา อย่างเจ้าของโรงไม่รู้จะแฮปปี้ไหมถ้ามีการแยกคนดูตามเรท แถมตอนนี้ประเด็นที่บางคนในกลุ่มแกนนำประท้วง อยากให้แก้กฏหมายที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญด้วย ยิ่งเป็นเรื่องยากเพราะตอนนี้ปัญหาอื่นๆ ก็หนักและรุมเร้ากว่าเรื่องหนังเยอะไปหมดแล้ว สสร.หรือสนช. คงไม่อยากมาเล่นเรื่องนี้ตอนนี้ให้ปวดหัวเป็นแน่ ลึกๆ ก็อยากให้ชนะหรอกครับ และก็อยากให้มีปรากฏการณ์สำคัญในวงการหนังสักที แสงศตวรรษนี่น่าจะใช่ที่สุด เพราะเกิดจากโครงการเล็กๆ ที่ทำหนังแบบไม่ผ่านค่ายหนัง กะฉายแคบๆ นำร่องสร้างเวทีให้คนทำหนังอิสระต่างๆ แต่ดันเจอระบบที่งี่เง่าเป็นกำแพงขวาง ถ้าทะลายได้นี่สุดยอดเลย แต่ใจหนึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเปลี่ยนระบบเป็นแบ่งเรท จะดีขึ้นหรือสร้างปัญหาหนักขึ้นก็ไม่รู้

เพราะถึงจะใช้เรทติ้ง แต่มันก็ดูจะมีปัญหามากมายไม่น้อย ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานของเรทต่างๆ การบังคับใช้ โรงหนังจะดูแลและแบ่งแยกคนดูได้หรือ และจริงใจที่จะทำไหม แล้วยังเรื่องของบทลงโทษอีก ต้องมีโทษแค่ไหนถึงจะทำให้ระบบทำงานอย่างได้ผล ความจริงใจของผู้สร้างหนังไทยเองก็เป็นสิ่งที่น่าหวั่น เพราะผมเชื่อว่าพอมีระบบเรทติ้ง ก็อาจจะมีพวกฉวยโอกาสหาช่องว่างมาสร้างหนังที่เคยสร้างไม่ได้ หนังที่ขายฉากโป๊ ความรุนแรง เนื้อหาที่หมิ่นเหม่มากๆ คำหยาบที่หนักกว่าที่เป็นอยู่ โดยถึงจะได้เรทที่จำกัดอายุเยาวชน แต่การควบคุมจะทำได้หรือ การแยกแยะถูกผิด จิตสำนึกของคนไทยเรา สามารถวางใจได้หรือ ไม่ใช่มองโลกแง่ร้ายหรอกครับ แต่มีตัวอย่างให้เห็นอยู่รอบตัวทุกวันๆ ว่ามีอะไรที่งี่เง่าๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาในประเทศนี้ ปัญหารถเมล์ก็เห็นอยู่ การไม่นึกถึงสิทธิคนอื่น การละเมิดกฏหมายกฏจราจรอยู่เป็นนิจ การปล่อยวางกับสิ่งที่ผิด การไม่ใส่ใจในสวัสดิภาพของตัวเอง ของคนอื่นหรือเด็กๆ ผมไม่รู้ว่าถ้าเกิดจัดเรทแล้วคุมกันไม่ได้ มันจะยิ่งหนักกว่านี้ไหม อย่างที่อเมริกา ผมเคยดูหนังที่ได้เรท NC-17 แล้วเห็นแม่ที่เป็นแหม่มพาเด็กเล็กๆ มาดูด้วย แกคงไม่มีใครช่วยดูแลลูกและอยากดูหนังมาก แม้แต่หนัง R ที่รุนแรงมาก ก็ยังเห็นเด็กๆ ไม่ถึง 10 ขวบเข้ามาดูกับผู้ใหญ่ แล้วเมืองไทยล่ะ!! ยิ่งโรงมัลติเพล็กซ์ยุคนี้ ใครเดินเข้าโรงไหนจะรู้ได้อย่างไร

ผมหวังเพียงการออกมาเคลื่อนไหวกันครั้งนี้ จะทำให้ระบบราชการมองภาพยนตร์ในมุมมองที่เป็นศิลปะมากขึ้น และมีการร่วมมือกันอย่างจริงๆ จังๆ เสียที ทั้งคนสร้างและกรรมการเซ็นเซอร์ เห็นตั้งท่ามานานเป็นสิบปีแล้ว อาจจะยังคงมีระบบเซ็นเซอร์ไว้แต่เปลี่ยนหลักเกณฑ์การตั้งคณะกรรมการและระบบคิด วางกรอบใหม่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย พร้อมๆ กับการทดลองระบบเรทติ้งไปด้วย แต่เน้นที่เยาวชนเป็นหลัก ไม่ต้องแบ่งหลายระดับเกินไป ไม่ต้องมีประเภทผู้ใหญ่ควรแนะนำหรอก เพราะไม่ค่อยมีใครดูไปแนะนำไปอยู่แล้ว แถมพอดูเสร็จก็ลืมแล้วว่าฉากไหนหว่าที่ควรแนะนำ

ส่วนแสงศตวรรษ อยากให้คุณเจ้ย ปล่อยให้คนอื่นๆ เขาต่อสู้หรือเรียกร้องกันไปก่อน แล้วมุ่งมั่นออกไปสร้างชื่อต่างแดน ไม่ต้องสนมันแล้วประเทศนี้ ไปดังให้ก้องโลกเลยครับ ดูสิว่าต่อไปจะได้กลับมาฉายไหม ผมเชื่อว่าคนไทยที่อยากดู ต้องมีหนทางหามาดูกันได้เองครับ ช่างเซ็นเซอร์มันเถอะ ไปคว้ารางวัลมาให้เยอะๆ สร้างหนังที่ดีขึ้นๆ ผู้กำกับจากประเทศที่เขาปิดมากกว่าเรายังดิ้นรนออกไปดังข้างนอกเลย อย่างอิหร่าน ผู้กำกับจีนยุคหนึ่งก็สร้างหนังที่ประเทศจีนไม่ได้ฉาย สมัยหนึ่งคนไทยยังเคยต้องบินไปดูหนังที่สิงคโปร์เลยครับ อย่าง 2001, Star wars, หรือ Somewhere in time (สมัยที่ค่ายหนังเทศแบนประเทศไทย) ตอนนั้นใครมีตังค์ก็ไปดูสิงคโปร์บ้าง ฮ่องกงบ้าง ต่อไปอาจมีคนจัดทัวร์ไปดูหนังคุณเจ้ยที่เมืองนอกบ้าง เท่ห์ดีออก (แต่ต้องไม่แพงนะ แบบยุให้ลาวหรือเขมร เอาไปฉาย แล้วเราแค่ข้ามฝั่งไปดูก็พอ) rsmile.gif


Blog EntryApr 5, '07 2:10 AM
for everyone

การตลาดยุคใหม่ที่ผนวกทุนกับสินค้า และภาพลักษณ์ ทำให้เกิดร้านขายสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟสตาร์บั้คส์ ที่สร้างกระแสและเปลี่ยนวิถีการดื่มกาแฟของคนทั่วโลกรวมถึงไทย จนเกิดร้านกาแฟสดกระจายไปทั่ว หรือร้านขนมปังอบ Rottiboy ที่เคยสร้างปรากฎการณ์พิเศษในบ้านเรามาแล้ว ด้วยภาพการต่อคิวเป็นแถวยาวเหยียดของผู้คนเพื่อรอซื้อขนมปังชนิดนี้ ก่อนที่ความนิยมจะหดฮวบอย่างรวดเร็ว ภายหลังการมีคำเตือนเรื่องสุขภาพ และการเข้ามาของคู่แข่งมากหน้าหลายตาในเวลาต่อมา ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะได้เห็นเทรนด์ใหม่ของร้านป๊อปคอร์นหลากรส แบบทำใหม่สดๆ ตามความต้องการ ผุดเกลื่อนกรุง ถ้าหากร้าน Dale & Thomas Popcorn เจ้าตำรับป๊อปคอร์นจากนิวเจอร์ซี่ที่ว่า เกิดประสบความสำเร็จโด่งดังขึ้นมาได้จริงๆ

                Dale & Thomas Popcorn เป็นร้านป๊อปคอร์นรูปแบบใหม่ที่มีต้นกำเนิดมาได้ไม่นาน ย้อนหลังกลับไปเมื่อราว 5 ปีก่อนนี้ มีนักธุรกิจจากนิวยอร์ค 2 คน คือ Warren Struhl และ Richard Demb ที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมนาย Dale Humphrey นายกเทศมนตรีของเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในรัฐอินเดียน่าที่ชื่อว่า Popcorn เมืองที่มีประชากรอยู่เพียง 50 คนในเวลานั้น นาย Dale ได้พร่ำพรรณาถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่นั่น ที่หายใจเข้าออกเป็นข้าวโพดกันทั้งเมือง จนทำให้ทั้งสองเกิดแรงบันดาลใจในการขายป๊อปคอร์นออนไลน์ และเปิดร้านเล็กๆ ในแถบแมนฮัตตันของนิวยอร์ค ขึ้นในชื่อ Popcorn, Indiana โดยใช้วัตถุดิบข้าวโพดที่มาจากเมือง Popcorn นั่นเอง ร้านแห่งนี้สามารถทำยอดขายในปีแรกได้ 1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแม้จะไม่มากมายอะไรนัก(แต่ก็ไม่น้อยเลย) แต่ทั้ง Struhl และ Demb ต่างก็มีความฝันที่ใหญ่โตว่า ร้านนี้จะประสบความสำเร็จได้ในอนาคต

 

                แล้วสิ่งที่ทั้งคู่วาดหวังไว้ก็ดูจะกลายเป็นจริงขึ้นมาอย่างฉับพลัน เมื่อวันหนึ่งของปี 2003 ป๊อปคอร์นของพวกเขา เกิดไปสะดุดลิ้นและอารมณ์ของนาย Isiah Thomas หัวหน้าโค๊ชของทีมบาส New York Knicks ใน NBA เข้าจังเบ้อ ขณะที่เขากำลังเดินทางไปที่สนามเดิสันสแควร์การ์เด้น และได้แวะซื้อข้าวโพคคั่วจากร้าน Popcorn, Indiana แห่งนี้ วินาทีที่รสชาดของข้าวโพดคั่วแตะถูกลิ้น ห้วงอารมณ์และความรู้สึกของนาย Thomas ก็ถูกกระชากย้อนกลับไปในช่วงชีวิตของวัยยาว์ กับรสชาดที่คุ้นลิ้นและนำอารมณ์อันเบิกบานกลับสู่เขาอีกครั้ง มันคือ ประสบการณ์ความสุขของการแบ่งปันข้าวโพดคั่วใหม่สดในชามให้กับผู้คนรอบข้างนั่นเอง คุณโธมัสเกิดปิ๊งไอเดียที่จะนำป๊อปคอร์นแบบนี้ ไปให้ชาวอเมริกันทั้งประเทศได้ชิมกัน เลยคิดจะเข้าร่วมธุรกิจกับ Struhl และ Demb โดยได้เปลี่ยนชื่อร้านเสียใหม่จาก Popcorn, Indiana มาเป็น Dale & Thomas Popcorn ตามชื่อของเขาและนาย Dale นายกเทศมนตรีเมืองต้นตำรับ เพื่อให้เรียกง่ายและติดหูคน

 

                ในตอนนั้นรายได้หลักของร้าน มาจากการขายข้าวโพดกระป๋องออนไลน์ ซึ่งโธมัสเชื่อว่า เราไม่สามารถแชร์ป๊อปคอร์นในชามกับลูกๆ ออนไลน์ได้ แบบว่าไม่ได้อารมณ์ในการกินนั่นเอง โดยนาย Demb กล่าวว่า ป๊อปคอร์นเป็นสิ่งที่คนแบ่งปันกัน เป็นอาหารว่างที่มีการส่งต่อทางอารมณ์จริงๆ ถึงกัน และจากเงินลงทุนของโธมัส ทำให้สามารถขยายร้านออกไปได้ 12 ร้านในเวลา 3 ปี โดยการตกแต่งในแบบบ้านสไตล์มิดเวสเทิร์น โดยมีการวางถังไม้บรรจุป๊อปคอร์นให้ชิมหน้าร้าน และมีหม้อคั่วตั้งอยู่ด้านหลัง ให้คนที่ผ่านไปมา รู้สึกได้ว่าข้าวโพดทุกเม็ดผ่านการคั่วให้กินแบบสดๆ ถึงเวลานี้ ร้าน Dale & Thomas ก็เริ่มเป็นที่รู้จักและเริ่มทำกำไร จนกระทั่งกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เงินลงทุนมหาศาลก็เข้ามาอย่างไม่คาดฝัน เมื่อวาณิชธนาคารระดับโลกอย่าง Goldman Sachs ประกาศสนับสนุนทางการเงินแก่ Dale & Thomas แบบไม่เปิดเผยตัวเลข เพื่อให้บริษัทสามารถขยายร้านให้ได้ถึง 400 สาขา ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า

                 

สิ่งที่ทำให้บริษัทในวอลล์สตรีทสนใจในตัว Dale & Thomas ก็คือ พวกเขาพยายามจะสร้างมูลค่า แบบเดียวกับร้านกาแฟ Starbucks และร้านไอศรีม Cold Stone Creamery ที่เปลี่ยนโฉมจากร้านท้องถิ่นมาเป็นแบรนด์ ระดับโลก Goldman Sachs มองหาโอกาสแบบนั้นที่จะทำให้ ป๊อปคอร์นธรรมดา กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยม ที่ผ่านมา Dale & Thomas มีป๊อปคอร์นให้เลือกสั่งมากมายอาทิ Hall of Fame Kettle Corn, Chocolate Chunk N'Caramel, Twice-As-Nice Chocolate DrizzleCorn, Peanut Butter & White Chocolate DrizzleCorn, Dale's Caramel, Toffee Crunch DrizzleCorn, Sweet Georgia Pecan, Southwest Cheddar Chipolte, Sweet and Spicy BBQ และ Cinnamon Crème DrizzleCorn รวมถึงรสชาดแปลกๆ ที่ลูกค้าสั่งได้ตามต้องการอีกร่วม 100 แบบ

 

โดยราคาปกติของป๊อปคอร์น 1 ชาม (Bowl) อยู่ที่ 6 ดอลลาร์ ก็ต้องถือว่าสูงเอาการทีเดียว ซึ่งนอกจากขายเป็นชาม ก็ยังมีแบบกระป๋องที่ออกแบบได้สวยงามอีกด้วย และผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหลังรสชาดเหล่านี้ก็คือเชฟป๊อปคอร์นคนแรก นั่นคือ Chef Ed ซึ่งทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และเป็นหน้าเป็นตาให้กับบริษัทฯ โดยเชฟเอ็ดจะเป็นคนที่คอยออกหน้าตามสื่อสาธารณะและตามทีวี เพื่อให้คนได้รู้จักป๊อปคอร์นของบริษัทฯ

                อย่างไรก็ตาม ถึงแม้แนวคิดในการทำร้านป๊อปคอร์นจะดูน่าสนใจ แต่ก็มีคนให้ความเห็นน่าฟังไว้เหมือนกันว่า ป๊อปคอร์นนั้น เป็นอาหารว่างประจำของคนอเมริกันอยู่แล้ว ซึ่งก็มักจะกินกันที่บ้านหน้าทีวี หรือในโรงหนัง ไม่น่าจะเหมาะกับการนั่งกินในร้าน ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายอย่างหนึ่ง เป็นโจทย์ที่ผู้บริหารของ Dale & Thomas Popcorn ต้องหาคำตอบในการสร้างสรรค์รสชาดให้แปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งทำให้ราคามันถูกลงด้วย เพื่อที่จะสามารถกระจายออกไปตลาดต่างประเทศ และผงาดเป็นอีกแบรนด์สำคัญของโลกได้อย่างที่ฝันไว้ ซึ่งแม้แต่ CEO ของบริษัทอย่าง Struhl ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งมากับมือก็อดยอมรับไม่ได้ถึงการขยายร้านค้ามากแบบนี้ว่า เมื่อคุณขยายเร็วขนาดนี้ คุณก็ต้องพบกับข้อผิดพลาด ซึ่งนอกจากการเติบโตไปทั่วประเทศแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือการลักษณะบรรยากาศและจิตวิญญาณของร้าน ที่เหมือนกับร้านในเมืองเล็กๆ แบบที่เป็นมาตั้งแต่เริ่มต้นนั่นเอง ส่วนเมื่อไหร่เราจะได้ลิ้มลองรสชาดแปลกๆ ของป๊อปคอร์นเจ้านี้นั้น ก็คงต้องรอให้แบรนด์ปักหลักแข็งแรงในบ้านตัวเองเสียก่อนนะครับ หรือถ้าใครอดใจรอไม่ไหวก็ลองเข้าไปชมสินค้าป๊อปคอร์นน่ากินๆ มากหน้าหลายตาในเว็บไซท์ของบริษัทได้ที่  www.daleandthomaspopcorn.com ซึ่งสามารถสั่งซื้อแบบออนไลน์ก็ได้นะครับ ลองแล้วอร่อยไม่อร่อยอย่างไรก็บอกกันบ้างนะครับ

* บทความนี้นำข้อมูลมาจาก Time magazine โดย Alek


ประเดิมบล็อกใหม่ ในบรรยากาศตรุษจีนพอดิบพอดี นี่ก็เข้ามาตามคำชักชวนของหนูแนน ตั้งท่ามาหลายเพลาเพราะงานยุ่งเสียเหลือเกิน เลยเพิ่งมาได้ฤกษ์ในวันตรุษจีนวันนี้เอง ช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงยุ่งๆ ที่สุดที่เคยเจอช่วงหนึ่ง รู้สึกชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ ลูกก็โตขึ้น งานก็ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เวลาดูหนังก็น้อยลงๆ เสียเหลือเกิน ก็ตั้งใจว่าตรุษจีนจะหาเวลาดูหนังมากขึ้น แต่เหลือบดูโปรแกรมหนังแล้ว ไม่แน่ใจว่าจะได้ดูเกินกว่า 2 เรื่องหรือเปล่าสิ โปรแกรมมันช่างน่าเย้ายวน(ให้อยู่บ้าน)อะไรขนาดนี้ เฮ้อ! แต่คงจะไปดูนเรศวรภาค 2 แน่ๆ เพราะดูภาคแรกไปแล้วนี่ ส่วน Volver ก็คงไปดูเพราะเป็นขาประจำอัลโดโมวา อยู่แล้ว เรื่องอื่นๆ นี่สิน่าคิด Golden Flower แรกๆ ก็อยากดูพอเข้าจริงก็เฉยๆ ซะแล้ว Adrift ดูตัวอย่างก็พอเดาเรื่องได้หมดแล้ว เห็นทีต้องกลับไปหยิบแผ่นที่กองอยู่มากมายมาดูให้สบายใจจะดีกว่า คิดถึงสมัยก่อนตรุษจีนแต่ละปี จะได้ดูหนังไม่ต่ำกว่า 3 เรื่องแทบทุกปี ตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว โปรแกรมตรุษจีนค่ายหนังจะเน้นพิเศษมาก แต่ปีนี้ดูเฉาเอาการ คงเป็นอาการที่สะท้อนถึง Mood ของสังคมไทยได้ละมั้ง

ปีหมูทองปีนี้ เห็นทีจะไม่หมูจริงๆ ดังคำทำนายมากมายที่พรั่งพรูออกมาให้เรานอนไม่ค่อยหลับ ตั้งเค้ามาตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง ที่ยังมองเห็นแสงสว่างได้ริบหรี่เหลือเกิน คนไทยยังแบ่งฝ่ายไม่ปรองดอง ภาคใต้ก็ป่วนหนัก ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มเขม็งเกลียวขึ้นทุกที จนเห็นแววสงครามระลอกใหม่รำไรๆ แถมด้วยภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นๆ จนคิดว่าต่อไปนี้ มนุษย์คงอยู่ด้วยความยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ งบประมาณแผ่นดินต้องเจียดมาบำรุงรักษา และดูแลสภาพแวดล้อม รวมถึงการฟื้นฟูบ้านเรือนที่ต้องประสบภัยธรรมชาติมากขึ้นทุกปี สงสัยต่อไปงบประมาณเกือบครึ่งคงต้องใช้เพื่อสิ่งแวดล้อมและช่วยเหลือผู้คน คงจะเอาไปพัฒนาอะไรกันได้น้อยลงแล้วแหละ และจะเป็นแบบนี้กันทั้งโลก เพราะฉะนั้นดูแล้วเศรษฐกิจโลกคงจะไม่น่าเฟื่องฟูไปอีกนาน จนกว่าเราจะปรับตัวได้หรือปรับปรุงธรรมชาติให้เข้าสมดุลได้ ซึ่งก็ไม่รู้จะใช้เวลานานแค่ไหน

แต่ถึงยังไง คำพยากรณ์จะน่าตกอกตกใจแค่ไหน มนุษย์ก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป Life goes on มีเพื่อนอยู่คนไปอ่านคำพยากรณ์ที่ froward กันมา(ผมก็ได้อ่าน) ก็เกิดกลัวไปเสียหมด มาเล่าให้ฟังว่าแบงก์จะล้มจริงไหม หุ้นจะพังอีกป่าว จะมีแผ่นดินไหว มีระเบิด มีปฎิวัติซ้อนอีก ต้องถอนเงินมาเก็บดีไหม ผมก็เลยต้องบอกไปว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แต่อย่าไปหลงงมงาย สิ่งที่เตือนที่บอกไว้ก็ดี ชีวิตไม่ควรประมาทอยู่แล้ว ไม่ว่าจะยามไหนๆ ตอนเศรษฐกิจขึ้นหรือลงก็ไม่ต่างกัน แบงก์ไม่ได้ล้มกันง่ายๆ แต่ถ้าคนมาเชื่อคำทำนายและกลัวแล้วพากันไปถอนเงินกันนี่สิ แบงก์ล้มแน่ๆ หุ้นพังแน่ๆ ถ้าจะขายออกกันหมด ธุรกิจมันก็มีขึ้นมีลงทุกอย่าง เพราะฉะนั้นจะมัวไปกลัวกันทำไม ยิ่งกลัวก็ยิ่งแย่ แค่ทำอะไรให้เต็มที่ เตรียมตัวให้พร้อมอย่าประมาท และทำอะไรอย่างรอบคอบพอเพียงไม่เกินตัวก็พอ เราทำกันได้แค่นี้ ชีวิตมนุษย์ไม่มีอะไรง่ายอยู่แล้ว ปัญหาและอุปสรรคมันทำให้เราได้ใช้ความคิด และสร้างความเข้มแข็งให้เราต่างหาก ตรุษจีนปีนี้ก็ขอให้ทุกคน เฮง เฮง ในทุกเรื่องก็แล้วกัน อ้อ ได้ไปทำบุญที่วัดพระบาทสระบุรีมา ตามธรรมเนียมปฎิบัติคนงี้แน่นขนัดเลย ก็แบ่งบุญกันด้วยนะครับ