การตลาดยุคใหม่ที่ผนวกทุนกับสินค้า และภาพลักษณ์ ทำให้เกิดร้านขายสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟสตาร์บั้คส์ ที่สร้างกระแสและเปลี่ยนวิถีการดื่มกาแฟของคนทั่วโลกรวมถึงไทย จนเกิดร้านกาแฟสดกระจายไปทั่ว หรือร้านขนมปังอบ Rottiboy ที่เคยสร้างปรากฎการณ์พิเศษในบ้านเรามาแล้ว ด้วยภาพการต่อคิวเป็นแถวยาวเหยียดของผู้คนเพื่อรอซื้อขนมปังชนิดนี้ ก่อนที่ความนิยมจะหดฮวบอย่างรวดเร็ว ภายหลังการมีคำเตือนเรื่องสุขภาพ และการเข้ามาของคู่แข่งมากหน้าหลายตาในเวลาต่อมา ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะได้เห็นเทรนด์ใหม่ของร้านป๊อปคอร์นหลากรส แบบทำใหม่สดๆ ตามความต้องการ ผุดเกลื่อนกรุง ถ้าหากร้าน Dale & Thomas Popcorn เจ้าตำรับป๊อปคอร์นจากนิวเจอร์ซี่ที่ว่า เกิดประสบความสำเร็จโด่งดังขึ้นมาได้จริงๆ
Dale & Thomas Popcorn เป็นร้านป๊อปคอร์นรูปแบบใหม่ที่มีต้นกำเนิดมาได้ไม่นาน ย้อนหลังกลับไปเมื่อราว 5 ปีก่อนนี้ มีนักธุรกิจจากนิวยอร์ค 2 คน คือ Warren Struhl และ Richard Demb ที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมนาย Dale Humphrey นายกเทศมนตรีของเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในรัฐอินเดียน่าที่ชื่อว่า Popcorn เมืองที่มีประชากรอยู่เพียง 50 คนในเวลานั้น นาย Dale ได้พร่ำพรรณาถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่นั่น ที่หายใจเข้าออกเป็นข้าวโพดกันทั้งเมือง จนทำให้ทั้งสองเกิดแรงบันดาลใจในการขายป๊อปคอร์นออนไลน์ และเปิดร้านเล็กๆ ในแถบแมนฮัตตันของนิวยอร์ค ขึ้นในชื่อ Popcorn, Indiana โดยใช้วัตถุดิบข้าวโพดที่มาจากเมือง Popcorn นั่นเอง ร้านแห่งนี้สามารถทำยอดขายในปีแรกได้ 1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแม้จะไม่มากมายอะไรนัก(แต่ก็ไม่น้อยเลย) แต่ทั้ง Struhl และ Demb ต่างก็มีความฝันที่ใหญ่โตว่า ร้านนี้จะประสบความสำเร็จได้ในอนาคต
แล้วสิ่งที่ทั้งคู่วาดหวังไว้ก็ดูจะกลายเป็นจริงขึ้นมาอย่างฉับพลัน เมื่อวันหนึ่งของปี 2003 ป๊อปคอร์นของพวกเขา เกิดไปสะดุดลิ้นและอารมณ์ของนาย Isiah Thomas หัวหน้าโค๊ชของทีมบาส New York Knicks ใน NBA เข้าจังเบ้อ ขณะที่เขากำลังเดินทางไปที่สนามเดิสันสแควร์การ์เด้น และได้แวะซื้อข้าวโพคคั่วจากร้าน Popcorn, Indiana แห่งนี้ วินาทีที่รสชาดของข้าวโพดคั่วแตะถูกลิ้น ห้วงอารมณ์และความรู้สึกของนาย Thomas ก็ถูกกระชากย้อนกลับไปในช่วงชีวิตของวัยยาว์ กับรสชาดที่คุ้นลิ้นและนำอารมณ์อันเบิกบานกลับสู่เขาอีกครั้ง มันคือ ประสบการณ์ความสุขของการแบ่งปันข้าวโพดคั่วใหม่สดในชามให้กับผู้คนรอบข้างนั่นเอง คุณโธมัสเกิดปิ๊งไอเดียที่จะนำป๊อปคอร์นแบบนี้ ไปให้ชาวอเมริกันทั้งประเทศได้ชิมกัน เลยคิดจะเข้าร่วมธุรกิจกับ Struhl และ Demb โดยได้เปลี่ยนชื่อร้านเสียใหม่จาก Popcorn, Indiana มาเป็น Dale & Thomas Popcorn ตามชื่อของเขาและนาย Dale นายกเทศมนตรีเมืองต้นตำรับ เพื่อให้เรียกง่ายและติดหูคน
ในตอนนั้นรายได้หลักของร้าน มาจากการขายข้าวโพดกระป๋องออนไลน์ ซึ่งโธมัสเชื่อว่า เราไม่สามารถแชร์ป๊อปคอร์นในชามกับลูกๆ ออนไลน์ได้ แบบว่าไม่ได้อารมณ์ในการกินนั่นเอง โดยนาย Demb กล่าวว่า “ป๊อปคอร์นเป็นสิ่งที่คนแบ่งปันกัน เป็นอาหารว่างที่มีการส่งต่อทางอารมณ์จริงๆ ถึงกัน” และจากเงินลงทุนของโธมัส ทำให้สามารถขยายร้านออกไปได้ 12 ร้านในเวลา 3 ปี โดยการตกแต่งในแบบบ้านสไตล์มิดเวสเทิร์น โดยมีการวางถังไม้บรรจุป๊อปคอร์นให้ชิมหน้าร้าน และมีหม้อคั่วตั้งอยู่ด้านหลัง ให้คนที่ผ่านไปมา รู้สึกได้ว่าข้าวโพดทุกเม็ดผ่านการคั่วให้กินแบบสดๆ ถึงเวลานี้ ร้าน Dale & Thomas ก็เริ่มเป็นที่รู้จักและเริ่มทำกำไร จนกระทั่งกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เงินลงทุนมหาศาลก็เข้ามาอย่างไม่คาดฝัน เมื่อวาณิชธนาคารระดับโลกอย่าง Goldman Sachs ประกาศสนับสนุนทางการเงินแก่ Dale & Thomas แบบไม่เปิดเผยตัวเลข เพื่อให้บริษัทสามารถขยายร้านให้ได้ถึง 400 สาขา ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า
สิ่งที่ทำให้บริษัทในวอลล์สตรีทสนใจในตัว Dale & Thomas ก็คือ พวกเขาพยายามจะสร้างมูลค่า แบบเดียวกับร้านกาแฟ Starbucks และร้านไอศรีม Cold Stone Creamery ที่เปลี่ยนโฉมจากร้านท้องถิ่นมาเป็นแบรนด์ ระดับโลก Goldman Sachs มองหาโอกาสแบบนั้นที่จะทำให้ ป๊อปคอร์นธรรมดา กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยม ที่ผ่านมา Dale & Thomas มีป๊อปคอร์นให้เลือกสั่งมากมายอาทิ Hall of Fame Kettle Corn, Chocolate Chunk N'Caramel, Twice-As-Nice Chocolate DrizzleCorn, Peanut Butter & White Chocolate DrizzleCorn, Dale's Caramel, Toffee Crunch DrizzleCorn, Sweet Georgia Pecan, Southwest Cheddar Chipolte, Sweet and Spicy BBQ และ Cinnamon Crème DrizzleCorn รวมถึงรสชาดแปลกๆ ที่ลูกค้าสั่งได้ตามต้องการอีกร่วม 100 แบบ

โดยราคาปกติของป๊อปคอร์น 1 ชาม (Bowl) อยู่ที่ 6 ดอลลาร์ ก็ต้องถือว่าสูงเอาการทีเดียว ซึ่งนอกจากขายเป็นชาม ก็ยังมีแบบกระป๋องที่ออกแบบได้สวยงามอีกด้วย และผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหลังรสชาดเหล่านี้ก็คือเชฟป๊อปคอร์นคนแรก นั่นคือ Chef Ed ซึ่งทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และเป็นหน้าเป็นตาให้กับบริษัทฯ โดยเชฟเอ็ดจะเป็นคนที่คอยออกหน้าตามสื่อสาธารณะและตามทีวี เพื่อให้คนได้รู้จักป๊อปคอร์นของบริษัทฯ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้แนวคิดในการทำร้านป๊อปคอร์นจะดูน่าสนใจ แต่ก็มีคนให้ความเห็นน่าฟังไว้เหมือนกันว่า ป๊อปคอร์นนั้น เป็นอาหารว่างประจำของคนอเมริกันอยู่แล้ว ซึ่งก็มักจะกินกันที่บ้านหน้าทีวี หรือในโรงหนัง ไม่น่าจะเหมาะกับการนั่งกินในร้าน ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายอย่างหนึ่ง เป็นโจทย์ที่ผู้บริหารของ Dale & Thomas Popcorn ต้องหาคำตอบในการสร้างสรรค์รสชาดให้แปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งทำให้ราคามันถูกลงด้วย เพื่อที่จะสามารถกระจายออกไปตลาดต่างประเทศ และผงาดเป็นอีกแบรนด์สำคัญของโลกได้อย่างที่ฝันไว้ ซึ่งแม้แต่ CEO ของบริษัทอย่าง Struhl ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งมากับมือก็อดยอมรับไม่ได้ถึงการขยายร้านค้ามากแบบนี้ว่า “เมื่อคุณขยายเร็วขนาดนี้ คุณก็ต้องพบกับข้อผิดพลาด” ซึ่งนอกจากการเติบโตไปทั่วประเทศแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือการลักษณะบรรยากาศและจิตวิญญาณของร้าน ที่เหมือนกับร้านในเมืองเล็กๆ แบบที่เป็นมาตั้งแต่เริ่มต้นนั่นเอง ส่วนเมื่อไหร่เราจะได้ลิ้มลองรสชาดแปลกๆ ของป๊อปคอร์นเจ้านี้นั้น ก็คงต้องรอให้แบรนด์ปักหลักแข็งแรงในบ้านตัวเองเสียก่อนนะครับ หรือถ้าใครอดใจรอไม่ไหวก็ลองเข้าไปชมสินค้าป๊อปคอร์นน่ากินๆ มากหน้าหลายตาในเว็บไซท์ของบริษัทได้ที่ www.daleandthomaspopcorn.com ซึ่งสามารถสั่งซื้อแบบออนไลน์ก็ได้นะครับ ลองแล้วอร่อยไม่อร่อยอย่างไรก็บอกกันบ้างนะครับ
* บทความนี้นำข้อมูลมาจาก Time magazine โดย Alek